ShortStory

 

 

-1-

เธอกลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิมอีกครั้ง เฉกเช่นเดียวกับครั้งก่อน เธอสั่งเอสเพลสโซ่ร้อนถ้วยหนึ่ง จิบเพียงเล็กน้อย มองตัวร้านกาแฟด้วยสายตาเหม่อหม่น สีหน้าของเธอเีรียบนิ่งแต่แฝงด้วยความเศร้าของวันวาน วันวานอันเคยเป็นความสุข เธอจมลงไปในอารมณ์ ความทรงจำ ความรู้สึกของวันเก่า แล้วนิ่งอยู่เช่นนั้น เสมือนดั่งวิญญาณของเธอได้แหวกว่านย้อยกลับไปในธารกาลเวลา ดำดิ่งไปสู่อดีตอันสุขสม ทิ้งให้กายหยุดนิ่งไร้วิญญานอยู่ในปัจจุบันอันเศร้าหมองที่เธอไม่อยากหรือ ไม่เคยสนใจใส่ใจอีกต่อไป ภาพผู้คนขวักไขว่นอกกระจก บทสนทนาเสียงหัวเราะของโต๊ะข้างเคียง กาแฟแก้วจิ๋วที่ยังรอเธอจิบเบื้องหน้า ภาพวาดในกรอบสามรูปบนกำแพงที่สายตาเธอมอง ไม่มีสิ่งใดสามารถดึงความสนใจให้เธอกลับมาจากอดีตได้ เขาผู้เป็นเจ้าของร้านลอบมองสังเกตกิริยาของเธอเสมอ หากเธอไม่กระพริบตาหรือตัวกระเพื่อมจากการหายใจ เขาคงไม่อาจบอกได้ว่า้เธอนั้นยังมีชีวิตหรือกลายเป็นประติมากรรมไป เธอไม่เคยสนใจเขาเช่นกัน เขาคิดถึงตัวเขาจะไปยืนข้างเธอหรือไปเช็ดกระจกร้านตรงที่เธอนั่ง เธอก็คงไม่เห็นไม่สนใจอยู่ดี ซึ่งสำหรับเขาแล้ว นับเป็นเรื่องดีที่เธอไม่สนใจเขา มันทำให้เขาสามารถแอบมองเธอได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดกระอักกระอ่วมใจจากอารมณ์ ความรู้สึกอันซับซ้อนและสับสนของเขาในตอนนี้

 

 

-2-

ร้านกาแฟแห่งนี้เคยเป็นร้านขายของที่ระลึกริมชายหาดมาก่อน ที่เขาจะเปลี่ยนเป็นร้านกาแฟหลังจากเรียนจบ เขาจบจากคณะศิลปกรรมของมหาวิทยาลัยในเมืองกรุง เขาเลือกเรียนคณะนี้เพราะเขาชอบวาดรูป นั่นเป็นเหตุผลที่เขาตอบใครต่อใคร เพราะแท้จริงแล้วเขานั้นเลือกเข้าคณะนี้เพียงเพราะเพื่อนสนิทคนเดียวของเขา ชวนเข้า เป็นเหตุผลที่เรื่อยเปื่อยและไร้สาระเช่นเดียวกับชีวิตของเขาที่ไม่เคยสนใจ หรือนึกถึงอนาคตหรือความฝัน วันแต่ละวันของชีวิตผ่านไปอย่างไร้จุดหมายผิดกับเพื่อนสนิทของเขา อาร์ม เป็นชายหนุ่มผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานและความหวังที่เรียกได้ว่าหากได้สบ ตากับเขาแล้วจะเห็นประกายไฟความฝันโชติช่วงในดวงตาเลยทีเดียว เขาร่าเริง คุยเก่ง มีพรสวรรค์ในการเป็นนักเล่าเรื่องชั้นเลิศ เขาจับจังหวะและอารมณ์ของผู้ฟังให้คล้อยตามเรื่องราวของเขาได้เสมอ หากไร้อาร์มแล้วชีวิตของเขาคงเป็นเพียงภาพยนตร์สีขาวดำอันชืดมืดไร้อารมณ์ ไร้รสชาติ อาร์มจะชวนเขาไปไหนต่อไหนเสมอจนเรียกได้ว่าเป็นปาท่องโก๋ตัวติดกัน ซึ่งนั่นเป็นเหตุให้เขาแปลกใจว่าอาร์มเอาเวลาที่ไหนไปจีบสาวโดยเขาไม่รู้ แฟนของอาร์มชื่อแป้ง แป้งเป็นสาวสวยระดับดาวคณะ ซึ่งเธออาจเป็นดาวคณะจริงจริงก็ได้เพียงแต่เขาไม่รู้ เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับแป้ง อาร์มอาจเคยแนะนำตัวเธอให้รู้จักแต่เขาคงลืมไปหมด เขาจำได้เพียง ชื่อเล่น ใบหน้า และเธอเป็นแฟนของเพื่อนสนิทก็เพียงนั้น เธอเป็นเงียบ เงียบกว่าเขาเสียอีก บทสนทนาของทั้งสามเริ่มต้นด้วยอาร์มเสมอเสมอ ส่วนเขาจะเป็นฝ่ายตอบ และเธอจะนั่งฟังพวกเราอย่างนิ่งเงียบคอยยิ้มให้อาร์มที่มักจะหันมาหาเธอ หากไร้อาร์มก็ดั่งไร้สบู่ในน้ำและน้ำมัน ทั้งสองแยกตัวออกจากกัน เขาเงียบ เธอเงียบ ไม่เคยมีบทสนทนาเกิดขึ้นโดยทั้งสอง ไม่มีความอึดอัดกระอักกระอ่วมใจ ทั้งสองเป็นคนเงียบเงียบที่ไม่มีความสนใจในกันและกันจึงพึงพอใจในความเงียบ เช่นนี้ เขาคือเพื่อนสนิทของอาร์ม อาร์มเป็นแฟนของเธอ ทั้งสองเชื่อมโยงกันก็เพียงนั้น

 

 

-3-

เมื่อเรียนจบ ต่างก็แยกย้ายกันไปตามทาง เขากลับบ้านเปิดร้านกาแฟ อาร์มไปเป็นศิลปิน แป้งทำงานบริษัทใหญ่ในเมืองกรุงซึ่งเขาไม่รู้ว่าคืองานอะไร เดาว่าเป็นงานทางบัญชีตามคณะเธอจบมา ซึ่งคณะที่จบมาเขาก็เดาเอาเช่นเดียวกัน อาร์มแวะมาเยี่ยมเยียนเดือนครั้งสองเดือนครั้งตามความสะดวก เขาพาแป้งมาด้วยเสมอ เหมือนดั่งสมัยเรียน ทั้งสองพูดคุยกันตลอดบ่าย มีเธอฟังอยู่เงียบเงียบข้างข้าง รูปภาพที่เขาวาดไว้ประดับและขายบนผนังสองด้านของร้านถูกยกเป็นหัวข้อสนทนา เสมอ พวกมันเป็นภาพวาดทิวทัศน์ชายทะเลในมุมสวยสวยเหมือนภาพถ่ายโดยทั่วไปที่อาร์ม จะพูดถึงพวกมันว่าเรียบง่ายและสะดุดตาน้อยเกินกว่าจะขายออก เขาหัวเราะและกล่าวแก้ตัวว่ามันยังคงขายให้นักท่องเที่ยวได้โดยไม่ลำบากแต่ อย่างใดแล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปสู่เรื่องอื่น เขาไม่อยากเอ่ยถึงความเรื่อยเปื่อยของชีวิตต่อหน้าอาร์มผู้เต็มเปี่ยมด้วย ฝันและแรงบันดาลใจ พวกเขาพูดคุยกันจนแสงแดงยามเย็นมาถึง อาร์มจะขอตัวกลับ ทิ้งแรงบันดาลใจไว้ให้เขาอยากลุกขึ้นมาทำอะไรอะไรในชีวิตที่มักจะดับมอดไปใน เช้าวันถัดมา

ผิดกับอาร์มผู้เต็มเปี่ยม หลายเดือนถัดมา อาร์มมาเยีียมเยือนพร้อมรูปภาพสามภาพมาให้เขา มันเป็นภาพนามธรรมสีสันฉูดฉาดบาดตา เขาตั้งชื่อภาพทั้งสามตามความรู้สึกที่เห็น ท้องฟ้า สาวสวยบนหาด และเกลียวคลื่น ซึ่งเป็นไปตามคาดภาพทั้งสามได้รับความสนใจมากกว่าภาพของเขาอย่างผิดหูผิดตา ท้องฟ้าและสาวสวยบนหาดขายออกอย่างรวดเร็ว ส่วนเกลียวคลื่นนั้นเขาชอบมันเกินกว่าจะยอมขาย ใครหลายคนตื้อขอซื้อเกลียวคลื่นจากเขาด้วยราคาที่สูง จนเขาต้องนำเกลียวคลื่นไปติดไว้บนชั้นสองอันเป็นที่พักของเขาแทน อาร์มหัวเราะเริงร่าที่ภาพของเขาขายออกอย่างรวดเร็วและเอ่ยสัญญาว่าจะวาดภาพ มาให้ขายอีกในเร็ววัน

 

 

-4-

คำสัญญาในครั้งนั้นไม่อาจเป็นจริง หลังจากร้้่านเปิดมาเกือบครบสองปี อาร์มประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต เขาปิดร้านนานนับอาทิตย์ไปช่วยงานศพ ชีวิตของเขากลายเป็นสีขาวดำไร้สุข แป้งก็เช่นเดียวกัน น้ำตาของเธอไม่เคยเหือดแห้งตลอดงานศพ เธอห้องไห้อย่างเงียบงันที่เขารู้สึกว่ามันช่างเศร้ายิ่งนัก

เขากลับมาเปิดร้านกาแฟอีกครั้ง กาลเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เงียบเชียบ ไร้ความสุข ไร้เรื่องราว จนกระทั่งเขาพบเธออีกครั้ง ประมาณเดือนหนึ่งหลังอาร์มจากไปแป้งกลับมาที่ร้านของเขาคนเดียว ไร้บทสนทนาระหว่างทั้งสอง เธอสั่งเอสเพลสโซ่ร้อนด้วยเสียงบางเบา นั่งเก้าอี้ตัวเดิมที่เคยนั่งตรงข้ามกับคนรักในสีหน้าเรียบนิ่งแฝงด้วยความ เศร้าโศก น้ำตาหยาดหยดลงมาในบางคราวตามอารมณ์ ความทรงจำ ความรู้สึกของวันวานอันเคยสุข เธอนิ่งอยู่ในความทรงจำอย่างนั้นจนแสงแดงยามเย็นมาถึงแป้งจากไปอย่างเงียบ เงียบเหมือนดั่งตอนเธอเข้ามา

เขาอาลัยอาวรณ์ถึงเพื่อนสนิทผู้เป็นคนรักของเธอเช่นกัน การได้เห็นเธอนั้น ยิ่งทำให้ความทรงจำย้อนคืนกลับ ยิ่งทำให้โหยหาถึงอดีต มันเป็นความรู้สึกที่ช่างลักลั่นย้อนแย้ง ความสุขในอดีตระคนความเศร้าของปัจจุบัน ดั่งความหวานของยาพิษที่รู้ทั้งรู้ว่าเป็นพิษแต่ก็มิอาจคายออก ทำได้เพียงอมไว้ในปากลิ้มรสสุขหอมหวานไปพร้อมกับความเศร้าอันเจ็บปวด

เวลาผ่านไปสองสัปดาห์ เธอกลับมาเหมือนดั่งภาพย้อนอดีต เธอสั่งกาแฟถ้วยเดิม นั่งเก้าอี้ตัวเดิม นิ่งเงียบจมดิ่งสู่อดีตเพียงคนเดียว ไม่เคยสนใจสิ่งรอบตัว และกลับไปในยามเย็น เขาลอบมองเธอเสมอด้วยความอาวรณ์ถึงเพื่อนในความทรงจำที่มิอาจปล่อยมันหลุด ลอยแม้จะทำให้เศร้าเพียงใดก็ตาม แป้งคงเป็นเช่นเดียวกัน ทุกสองสามอาทิตย์ เธอจะกลับมาย้อนสู่วันวานที่ร้านของเขาเสมอเสมอ

 อารมณ์ ความรู้สึก และหัวใจเป็นเรื่องที่มิอาจคาดเดาหรือเข้าใจได้ ความโหยหาอาวรณ์ถึงเขาผู้ลาจากกลับแปรเปลี่ยนเป็นเธอผู้คงอยู่ มันเกิดขึ้นในเย็นที่พบเธอครั้งที่สี บุคลิกเงียบนิ่งและความเศร้าที่แอบซ่อนกลับกลายเป็นเสน่ห์ผูกรัดเขาไว้ให้ ตราตรึงที่ไม่อาจสลัดสะบัดให้หลุดพ้นไปจากความคิดและหัวใจ เขารู้สึกผิดและเกลียดตัวเองที่ปล่อยให้ความรู้สึกเช่นนี้ก่อเกิดและพยายาม ลบเลือนมันทิ้งเสีย แต่มันไม่อาจเป็นไปตามหวัง การพบเธออีกครั้ง ความรู้สึกต่อเธอยิ่งเพิ่มพูนทวีคูณจนไม่อาจหักห้ามหรือเพิกเฉยต่อความ รู้สึกนี้ได้อีก ซึ่งมันยิ่งทำให้เขารู้สึกผิดต่อเพื่อนมากขึ้นเป็นทวีคูณเ่ช่นกัน เขาตัดสินใจซ่อนความรู้สึกนี้ไว้ต่อให้ต้องขาดใจตาย เธอจะรู้ไม่ได้เป็นอันขาด

เมื่อไม่อาจบอกต่อเธอได้ เขาตัดสินใจระบายออกมาด้วยการวาดภาพ ภาพนามธรรมที่มองไม่เป็นรูปใดใดนั้นเต็มไปด้วยความหลงใหล โหยหา อาวรณ์ ถึงเธอผู้มิอาจแตะต้อง ยามวาดภาพเสร็จ เขารู้สึกสงบลงแต่ก็ไม่อาจหักล้างความรู้สึกนั้นออกไปจากใจได้ ภาพทั้งสามจึงถูกนำไปติดตรงผนังด้านหน้าเก้าอี้ตัวประเดิมของเธอ หวังให้เธอได้เห็นและรู้สึกถึงความรู้สึกของเขาผ่านทางภาพวาดทั้งสาม แต่มันก็เป็นเพียงหวังเท่านั้น เธอผู้กลับมาอีกครั้ง ยังคงจมจ่อมอยู่ในความทรงจำ ไม่เคยสนใจเขาหรือภาพวาดทั้งสามแม้เพียงเศษเสี้ยว ซึ่งตัวเขาไม่อาจตอบตัวเองได้ว่าเขาควรเสียใจหรือดีใจกับสิ่งที่กำลังดำเนิน ไป

 

 

-5-

เธอปรากฏตัวขึ้นในดึกคืนหนึ่งพร้อมนัยน์ตาแดงก่ำและเส้นมาส คาร่าพาดจางบนพวงแก้ม เธอสั่งมอคค่าเย็นแก้วหนึ่ง กวาดตามองรอบร้านช้าช้า แล้วเลือกนั่งเก้าอี้ตัวเดียวกับแป้ง สายตาเธอจ้องมองภาพวาดทั้งสามเพียงสักพักก็ราวกับแม่กุญแจแห่งห้องอารมณ์ถูก ไขออกอีกครั้ง แม้ไร้เสียงสะอื้นไห้ แต่น้ำตาของเธอหลั่งรินดั่งแม่น้ำเชี่ยวกรากของฤดูน้ำหลาก แต่น้ำตามากมายเหล่านั้นกลับไม่ได้ระบายความเศร้าออกมาจากใจ ตรงกันข้ามยิ่งเธอร้องไห้ออกมาเพียงใด สีหน้าเธอยิ่งเศร้าหมองมากขึ้นและมากขึ้น

ห้าทุ่มคือเวลาปิดร้าน ใครต่อใครต่างทยอยกลับไปนานแล้ว เหลือเพียงเขาและเธอผู้ยังคงนิ่งเศร้า เขาปล่อยเธอนั่งอยู่อย่างนั้นจนเขาทำความสะอาดร้านกาแฟเสร็จสิ้นในครึ่ง ชั่วโมงถัดมา แก้วน้ำเย็นและกล่องใส่กระดาษชำระดึงเธอกลับสู่ความจริงที่มีเขายิ้มอยู่ เบื้องหน้า เขากล่าวว่า ร้านปิดนานแล้ว และตอนนี้ก็ดึกมาก หากยังไม่อยากกลับบ้านนั้นสามารถค้างคืนที่นี่ได้ เพราะที่นี่ชั้นบนเป็นบ้านของเขา

เธอตัดสินใจค้างคืนที่นี่ และหลับไปพร้อมน้ำตาบนอ้อมอกของเขา หลังจากทั้งสองหลับนอนด้วยกันในคืนนั้น

 

 

-6-

เขาตื่นสายกว่าปกติตอนเก้าโมงเช้า เธอจากไปก่อนเขาตื่น ทิ้งกระดาษข้อความแผ่นเล็กเขียนกล่าวคำขอบคุณในที่พักและกล่าวขอโทษที่รีบ เร่งไปทำงานโดยไม่ได้บอกลา เขาทิ้งกระดาษใบเล็กไว้บนโต๊ะหัวเตียงตามเดิม ลุกตื่น ทำกิจธุระส่วนตัว เปิดร้านกาแฟในเวลาใกล้เที่ยงเหมือนปกติ และพบเธออีกครั้งในยามดึก คล้ายวันวาน แต่เธอเข้ามาโดยไม่มีรอยน้ำตา ก่อนร้องไห้เงียบเงียบบนเก้าอี้ตัวนั้นเหมือนดั่งวันวาน ความขมของกาแฟหรือความหวานของช็อคโกแลตอาจจะเป็นกุญแจไขเปิดประตูอารมณ์ของ เธอ เขาวางแก้วน้ำเย็นและกล่องกระดาษชำระให้เธอที่เริ่มร้องไห้ ปล่อยเธอไว้เช่นนั้นจนเขาเก็บร้านเสร็จ เธอค้างคืนกับเขาอีกครั้ง หลับนอนด้วยกัน แล้วเธอก็หลับไปน้ำตาบนอ้อมอกของเขาอีกครั้ง

เธอจากไปก่อนเขาตื่นอีกครั้ง กระดาษข้อความใบเดิมถูกเขียนข้อความเติมท้ายกล่าวขอบคุณและขอโทษอีกครั้ง เขาเก็บเกระดาษแผ่นเล็กไว้ในลิ้นชัก ลุกตื่น ทำกิจส่วนตัว เริ่มวาดภาพกรอบใหม่แทนรูปที่ขายได้เมื่อวานบ่าย ภาพถ่ายทิวทัศน์จากกองใบหนึ่งถูกเลือก เขาวาดร่างสักพักจึงเปิดร้านตอนเที่ยวตามปกติ ส่วนเธอไม่ได้ปรากฏตัวในคืนนั้น เขาพบเธอในอีกสามวันให้หลัง น้ำตาของเธอเหือดหายไปแล้ว แต่สีหน้าเธอยังคงเศร้า เขาปล่อยเธอที่ยังเหม่ออยู่ในห้วงความคิดจนเก็บร้านเสร็จ เธอค้างคืนหลับนอนกับเขา และหลับไปโดยมีน้ำตาไหลซึมเหมือนทุกครั้ง

กลิ่นขนมปังปิ้งตอนแปดโมงเช้าปลุกเขาตื่นจากหลับใหล เธอยื่นจานแซนด์วิชอบแฮมชีสมาให้พร้อมกล่าวคำตอบให้คำถามบนสีหน้าของเขาว่า วันนี้เป็นวันเสาร์ เธอไม่ต้องทำงาน แล้วบ่นถึงตู้เย็นร้างข้าวของที่เธออยากไปจ่ายตลาดให้แต่กลัวว่าจะซื้อมาให้ เสียคาตู้เย็นเสียมากกว่า สีหน้า น้ำเสียงของเธอตรงข้ามกับวันวาน เธอดูสดใสร่าเริง คุยเก่ง ไม่มีร่องรอยความเศร้าหลงเหลือแม้แต่น้อย มันปรากฎขึ้นชั่วขณะเธอกล่าวถึงสาเหตุของความเศร้า ฉันอกหัก เธอเอ่ยแล้วเปลี่ยนบทสนทนาไปเรื่องอื่นทันใด เขาเองก็ไม่ได้ซักไซ้อีก เธอไม่ต้องการเอ่ย เขาไม่ใคร่อยากรู้ ทั้งสองคุยกันเรื่อยเปื่อย เธอเล่าถึงงานบัญชีในโรงแรงใหญ่ เขาเล่าเรื่องร้านกาแฟ จนใกล้สิบเอ็ดโมง เธอขอตัวกลับไปสะสางงานกองพะเนินที่ค้างคา

เขาเริ่มคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอ ตัวเขาเป็นเพียงที่ระบายอารมณ์เศร้าของเธอ แต่เขาไม่ได้สนใจอะไร ความสัมพันธ์อันผิวเผินและชั่วคราวนี้ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกผิดแต่อย่างใด เพราะเธอเป็นนั้นหญิงสวย ส่วนเขาก็เป็นชายโสด ทุกสิ่งดำเนินต่อไป เธอมาหาเขาในเวลาเศร้าหรือต้องการที่พึ่งพิง อาทิตย์ที่สองหลังพบกันครั้งแรก เธอมาหาเขาอีกหลายครั้งในยามดึก คุยกันจนปิดร้าน หลับนอนด้วยกัน ตื่นขึ้นมาคุยกันสักพัก เธอไปทำงาน เขานอนต่ออีกเล็กน้อย และในวันเสาร์ เธอช่วยเขาดูแลร้านตลอดวัน และได้ลองชงกาแฟด้วยความเพลิดเพลินจนเริ่มหลงเสน่ห์ของมัน

เธออารมณ์ดีขึ้นทุกครั้งที่ได้พบ จนกระทั่งวันศุกร์ที่สามของการพบกัน คืนนั้นเธอพร่ำบ่นถึงการงานเข้านายของเธอตำหนิติถึงความล่า้ช้าและผิดพลาด ของงานในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และแนะนำแกมยังคับให้เธอพักร้อนเสีย เขารับฟังอยู่เงียบเงียบและออกความเห็นว่าการพักผ่อนปรับอารมณ์ให้เข้าที่ เข้าทางนั้นน่าจะดีอยู่เหมือนกัน เธอครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่าจะอยู่ช่วยงานวันเสาร์ทั้งวัน

วันเสาร์มาเยือนพร้อมกับแป้ง แป้งมาที่ร้านในตอนบ่าย ทุกสิ่งผ่านไปเหมือนภาพยนตร์ฉายซ้ำ เอสเพลสโซ่ร้อน การจิบเพียงน้อย เก้าอี้ตัวเดิม และการจมดิ่งสู่อดีตอันหอมหวานสุขสม เห็นแป้งเช่นนั้นทำให้เขาย้อนคืนกลับสู่ความโหยหาและหลงใหลในตัวเธอ มันมากมายจนเขาเผลอจ้องมองแป้งไม่วางตา เสียงกระแอมจากสาวข้างตัวทำเขากลับสู่โลกความจริง เขากล่าวแก้ว่าจ้องมองภาพสามภาพตรงมุมนั้น เธอยิ้มกริ่มพยักหน้าแสร้งทำเป็นเชื่อเขา ก่อนเอ่ยถึงภาพทั้งสามว่ามันคือเหตุผลให้เธอเข้ามานั่งที่นี่ พวกมันทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับส่องกระจก รู้สึกถึงอารมณ์โหยหาอาวรณ์และมันทำให้นึกถึงความรักที่มิอาจเป็นไป เขาฟังโดยไม่ตอบอะไรและพยายามทำตัวให้ปกติซึ่งยากเสีียเหลือเกิน

 

 

-7-

เธอตื่นขึ้นในเช้าวันอาทิตย์ และต้องแปลกใจที่เขาผู้ไม่เคยตื่นก่อนหายไปจากเตียง เธอเช็ดน้ำตา ลุกจากเตียงเดินตามหาเขา จนมาพบภาพวาดภาพหนึ่งวางไว้บนเก้าอี้ตัวประจำของเธอ เธอแกะจดหมายที่วางใต้พวกกุญแจบนโต๊ะข้างข้างออกอ่าน

ผมขอโทษที่ไปโดยไม่บอกกล่าว ด้วยเหตุในความสัมพันธ์ของเรา ผมคิดว่าการทิ้งจดหมายไ้ว้จะเป็นการดีที่สุด ความสัมพันธ์ของเรามันอาจเริ่มต้นอย่างผิวเผินและชั่วคราว แต่ด้วยเวลาที่ผ่านไป เราสองใกล้ชิดกันมากขึ้นมากขึ้นจนความสัมพันธ์ของเราอาจแปรเปลี่ยนเป็นความรักได้ในที่สุด หากแต่มันไม่อาจเป็นเช่นนั้นได้ ผมไม่ทราบถึงความรู้สึกของคุณในตอนนี้ แต่ผมรู้ดีว่าผมไม่อาจรักใครได้อื่นนอกจากเธอคนนั้นได้ การที่คุณอยู่กับผมต่อไป จะมีแต่ทำให้คุณต้องเจ็บปวดอีกครั้ง

 ภาพที่วางไว้บนเก้าอี้ ภาพที่คุณบอกชอบที่สุดนั้นผมให้คุณ ส่วนพวงกุญแจนั้นเป็นพวงกุญแจสำรองของร้าน คุณจะปิดร้าน เปิดร้าน หรือจะทำอะไรก็แล้วแต่ชอบ ส่วนตัวผมจะออกเดินทางหายตัวไปสักพัก

ลาก่อน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

-------------------------------------------------------------------

จากคนเขียน : ผมพยายามลองจัดหน้าดูแล้ว และพบว่าไม่รู้จะจัดหน้าอย่างไรดี เผอิญตอนเขียนในสมุดมันอ่านออกง่ายกว่านี้เยอะเลยใครก็ได้ช่วยแนะนำที -*-

เรื่องนี้เขียนนานพอดู เขียนเสร็จออกมาเป็นเรื่องสั้นก่อน แต่ต่อไปผมอยากจะต่อความให้กลายเป็นนิยายสักเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่เสร็จในเร็ววันแน่นอน