เรื่องสั้นสั้นทดลองเขียน : ว่างเปล่า
posted on 26 Mar 2009 19:33 by zirius123 in ShortStory
-1-
ผมตื่นขึ้นราวกับถูกกดปุ่มเริ่มทำงาน ความรู้สึกง่วงไม่มีเหลือเพียงเสี้ยว สติตื่นเต็มที่ ลำตัวเด้งขึ้นราวกับสปริงติดกลางหลังดึงให้ผมลุกขึ้นนั่งตัวตรง ผมรู้สึกปวดข้อมือขวาราวกับถูกเฉือดเฉือน แต่ข้อมือขวากลับไม่มีรอยแผลแต่อย่างใด ผมจ้องมองข้อมือขวาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ไม่มีรอยแผล ไม่มีรอยช้ำ ไม่มีรอยแผลเป็น หรือรอยตำหนิใดที่น่าจะทำให้เกิดความเจ็บปวดเช่นนั้นได้ ด้วยความงุนงงกับเหตุการณ์ ผมเริ่มย้อนนึกเรื่องราวว่าเคยเกิดอะไรขึ้นกับข้อมือของผมมาก่อนหรือไม่ อาจจะเคยทำหักตอนเด็ก อาจจะยกของหนักมากเกินไปตอนทำงาน แต่นึกอย่างไรก็ไม่อาจนึกออก. . .
"ผมคือใคร" ผมอุทานออกมาเบาเบา เมื่อพบว่าไม่อาจจำอะไรได้เลยแม้เพียงเศษเสี้ยวของชีวิต เมื่อคืนเข้านอนเมื่อใด? กินอาหารเย็นตอนไหน? ไม่มีอะไรผุดขึ้นจากความทรงจำราวกับหัวเป็นเพียงโพรงว่างเปล่าที่ถูกทำความสะอาดอย่างพิถีพิถันจนเกลี้ยงเกลาหมดจด คิดถึงอาหารก็คิดได้ว่าทำไมถึงไม่รู้สึกหิว? ไม่แน่ อาจเป็นเพราะปกติคงไม่กินข้าวเช้า ว่าแต่ตอนนี้มันกี่โมงยามกัน?
มองออกไปรอบตัวและพบว่ารอบตัวไม่มีอะไรเลย ทุกสิ่งรอบตัวมีแต่เพียงสีขาว เสื้อผ้าที่ผมใส่ก็สีขาว หมอน ผ้าห่ม ที่ปูเตียง ตัวเตียงนอนก็สีขาว ทุกสิ่งเหมือนในหัวของผม มันเป็นเพียงห้องว่างสีขาวสะอาดและเกลี้ยงเกลา
.
.
จะให้คิดเช่นไร ก็คิดไม่ออกว่าทำไมจึงมาอยู่ที่นี่ จะว่าไปตัวผมคงไม่บ้าความสะอาด ไม่ละเอียดถี่ถ้วน ถึงขนาดจัดให้ทุกอย่างขาวสะอาดไร้มลทินถึงเพียงนี้ แท้จริงแล้วคงไม่มีมนุษย์คนใดทำได้ถึงขนาดนี้ใช่ไหม? หรือว่าแท้จริงแล้วผมอาจจะไม่ใช่มนุษย์? ไม่.. ไม่.. ฟุ้งซ่านเกินไปแล้ว
.
คิดไปก็ป่วยการ ผมเลยลุกขึ้นจากเตียงเหยียบลงบนพื้นขาว เดินหาตำหนิหรืออะไรสักอย่างที่มันน่าจะช่วยอะไรผมได้สักอย่าง แต่ก็พบเพียงว่าห้องมีผนังครบสี่ด้าน ส่วนเพดานไม่อาจรู้ เพราะกระโดดเอื้อมไปไม่ถึง และไม่พบประตูหรือหน้าต่างสักบานเดียว
.
.
.
.
ผ่านไปนานกับการนั่งนิ่ง แต่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่รู้สึกอะไรเลย ผ่านมานานพอน่าจะรู้สึกหิวแต่ไม่รู้สึก หรือผมจะเป็นมนุษย์ต่างดาวจริงจริง
.
.
.
.
ลองนอนดูอีกครั้ง แต่นอนไม่หลับสักกะนิด
.
.
.
.
บ้าบิ่นสิ้นดี กระโดดถีบกำแพงให้เจ็บตัวเล่น แถมไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก
.
.
.
อยู่ดีไม่ว่าดี ประตูปรากฎขึ้นบนผนังห้องเสียเฉยเฉย หรือเพราะเมื่อครู่ไปกระโดดถีบเข้ากันหนอ ว่าแต่. . . จะให้ออกไปเผชิญทั้งทั้งที่ยังจำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง มันจะดีหรือ?
.
เอาก็เอาวะ ดีกว่าอยู่ในนี้ แล้วผมก็เดินผ่านประตูไปสู่แสงสว่างขาว. . .
-2-
บันทึกครั้งสุดท้าย เริ่มบันทึก 4 นาฬิกา 22 นาที
ทุกสิ่งยังคงเงียบงัน รอคอยเวลาพระอาทิตย์ขึ้นต้อนรับวันใหม่ วันใหม่วันที่ผมคงจะอยู่ไม่ถึง รอบตัวยังคงสงบนิ่ง มีเพียงเสียงพิมพ์แป้นพิมพ์กับเสียงหยดเลือดตกกระทบพื้นไม้ขัดเงาเป็นจังหวะราวกับเสียงของลานนาฬิกา เลือดจากข้อมือของผมไหลนองล้นโต๊ะเร่งเสียงหยดเลือดถี่รัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ แปรผกผันกับสติที่กำลังเรื่อนรางลง ความเจ็บปวดหายไปแล้ว หรือให้ถูกคือผมไม่รู้สึกอะไรเสียแต่แรก ทั้งอารมณ์ ความรู้สึก และประสาทสัมผัส ทุกสิ่งได้หายไป นับตั้งแต่การตัดสินใจตอน 4 นาฬิกา ทุกสิ่งของผมหายไปหมดแล้ว ผมไม่สนใจอะไรหรือใครอีกต่อไป เว้นเสียแต่เรื่องเดียว ราวกับถูกโยงใยด้วยโชคชะตาหรืออาจเป็นเทพยดา ทำให้ผมยังคงเขียนบันทึกครั้งสุดท้ายนี้ต่อไปต่อไป และยังคงเขียนต่อไปจนกว่าทุกสิ่งจะจบสิ้นลง
นึกย้อนอย่างไร ไม่อาจแน่ใจถึงเหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินใจเช่นนี้ ชีวิตของผมไม่ได้มีเรื่องเลวร้ายแต่อย่างใด มันเป็นชีวิตที่ธรรมดาราบเรียบไม่ต่างจากถนนทางด่วนที่มีแต่เพียงการเคลื่อนที่ตรงไปข้างหน้าก็เพียงนั้น ผมเกิดมาในครอบครัวธรรมดา เงินทองไม่ขัดสน พ่อแม่ไม่ทะเลาะกัน ญาติพี่น้องก็ไม่มีเรื่องราวให้กวนใจ เรียนด้วยผลการเรียนธรรมดาค่อนค่อนดี กีฬาพอได้แต่ไม่เก่ง เรื่องเล่นดนตรีไม่เคยได้สนใจ เรียนมัธยมในโรงเรียนที่ดี สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้คณะตามต้องการ(จริงแล้ว ก็เพียงตามความสามารถ ตามกระแสสังคมว่าควรเรียน) เรียนเรื่อยๆก็จบมา ได้งานตามวิชาที่เรียนมา ชีวิตธรรมดา ราบเรียบ ไม่มีอะไรหวือหวา น่าสนใจ ไม่มีอะไรลำบากหรือเลวร้าย แล้วเพราะอะไรผมถึงตัดสินใจแบบนี้ ผมไม่รู้ และผมไม่สนใจ เพราะแท้จริงแล้วมันอาจจะไม่มีเหตุผลอะไรเลย. . .
ยิ่งครุ่นคิดถึงชีวิต ยิ่งรู้สึกถึงความกรวงเปล่า ยิ่งรู้สึกว่าตนนั้นช่างไร้ค่า ไร้ความโดดเด่น เหมือนชีวิตเป็นเพียงเครื่องจักรที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ตลอดกระบวนการผลิต เป็นเพียงสายพานการผลิตที่ถูกวางแผนอย่างดีให้ทุกอย่างราบเรียบ ไร้การสะดุด ไร้ข้อตำหนิ ไร้ปัญหาที่ต้องแก้ เพราะป้องกันปัญหาไว้หมดจดหมดสิ้น
ถึงตอนนี้ สติของผมกำลังจะหมดลง ตาเริ่มเบลอพร่าเห็นภาพซ้อนวิ่งไปมา แต่ผมจะยังคงพิมพ์ต่อไป ในหัวของผมเริ่มนึกถึงเหตุผลที่เลือนหายไปพร้อมกับความรู้สึก เหมือนคำที่ติดปลายลิ้นที่ไม่อาจพูดออกไป ผม ผม ผผผม มมผ ผม ผมไม่มีความฝันนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน. . .
-3-
หลังก้าวข้ามผ่านประตูและแสงขาวจ้าเริ่มชินตา ผมพบกับสีขาวอีกครั้ง แต่ผิดกับในห้องนั้นโดยสิ้นเชิง ทุกสิ่งมีมิติและไม่หมดจด ฝ้าขาวที่เริ่มหม่นหมอง หลอดไฟยาวแสงเริ่มอ่อนแรง ผนังขาวที่มีภาพทุ่งดอกไม้สีน้ำมันแขวนประดับ โต๊ะกระจกที่มีกระเช้าหลายใบ ในห้องช่างเสียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศครางบางเบากับเสียงเครื่องอะไรสักอย่างร้องดังปี๊บปี๊บเป็นจังหวะ ประมวลผลเพียงครู่หนึ่งจึงคิดได้ว่าผมคงอยู่ในห้องของโรงพยาบาลสักแห่งหนึ่งที่ผมไม่อาจจำได้ ความทรงจำของผมยังคงว่างเปล่าและเกลี้ยงเกลาอย่างหมดจด
เสียงประตูจากมุมห้องที่ผมมองไม่เห็น คุณหมอหนุ่มกับพยาบาลสาวเดินข้ามฝากห้องผ่านเตียงของผมไป ผมพยายามมองตามพวกเขาที่เดินเลยหางตาของผมไป แต่ผมไม่อาจมองตาม ผมไม่อาจขยับร่างกายได้แม้แต่ปลายนิ้วหรือดวงตา ราวกับตอนนี้ผมเป็นเพียงกล้องวงจรปิดที่ถูกตั้งไว้ให้แช่นิ่ง
บทสนทนาระหว่างคุณหมอกับใครอีกคนหนึ่งแผ่วเบาเกินกว่าที่ฟังได้เข้าใจ ส่วนคุณพยาบาลกำลังตรวจร่างกายของผมที่ผมไม่อาจรู้สึกถึงสิ่งใด แม้จะเห็นว่าถูกสัมผัส ผ่านไปครู่หนึ่งคุณหมอหนุ่มเริ่มตรวจดวงตาของผม ผมอยากกระพริบตาเสียเหลือเกิน ผมอยากให้พวกเขาสังเกตเห็นเหลือเกิน ว่าผมยังคงอยู่ในร่างกายที่นอนนิ่งอยู่ตรงนี้ ตรงหน้าพวกคุณทั้งหลาย
หมอหนุ่มส่ายหน้าเล็กน้อยหลังตรวจตาของผม แล้วบทสนทนาก็เริ่มต้นอีกครั้ง ผมเริ่มสัมผัสได้ถึงอารมณ์อันหมองเศร้ารอบรอบตัว เสียงสะอื้นเริ่มดังเป็นระยะระนะ ก่อนเสียงเปิดประตูจะดังขึ้นอีกครั้ง ชายวัยกลางคนที่ผมคาดว่าคือพ่อของผมเดินข้ามผ่านเตียงของผมไป จากเสียงสะอื้นแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นอารมณ์ซัดถาโถม เสียงร้องไห้ดังลั่นห้อง แล้วคุณหมอก็เดินจากไป
.
นานเสียเท่าใดแล้วผมไม่อาจจำ เสียงร้องไห้จึงหยุดลง พวกเขาทั้งสองเดินเข้ามาหาผม ชายวันกลางคนผู้น่าเป็นพ่อกุมมือซ้ายของผม ส่วนหญิงผู้น่าเป็นแม่กุมมือขวาของผม ทั้งสองตาแดงก่ำ คราบน้ำตาเต็มพวงแก้ม แต่ขณะจ้องหน้าของใบหน้าพวกเขากำลังยิ้ม
"ลูกรัก คุณหมอบอกว่ามันผ่านมานานเกินกว่าลุกจะฟื้นแล้ว แม่ไม่อยากได้ยินคำที่หมอแนะนำเลย แม่ไม่อยากให้เป็นแบบนี้เลย. . . ตื่นขึ้นมาเถอะนะลูกรัก ตื่นขึ้นมาคุยกับแม่หน่อยนะ อีกสักคำก็ยังดี. . ." แม่เอ่ยจบก็ก้มลงร้องไห้กับมือของผม
"ลูก" พ่อเอยต่อคำของแม่ "พ่อก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้ พ่อรักลูกมากนะ ชาติก่อนเราคงทำบุญร่วมกันมาแค่นี้ ชาติหน้าเกิดมาเป็นลูกพ่ออีกนะ พ่อรักลูก"
"ไม่นะ!!" ผมพยายามตะโกน "ผมอยุ่ตรงนี้ไง ตรงหน้าพ่อกับแม่นั่นแหละ รอก่อนสิ รอก่อนครับ ผมพยายามอยู่ ผมยังไม่อยากจากไปเหมือนกัน ผมยังอยากมีชีวิต ผมอยากกอดแม่ ผมอยากบอกรักพ่อ รอผมก่อนสิ ให้โอกาสผมก่อนสิ ผมกำลังพยายาม ให้ผมโอกาสก่อน. . . "
พ่อบีบผมผมแน่นก่อนจะปลอบแล้วพาแม่ออกจากห้องไป. . .
-4-
ผมฟื้นสติขึ้นมาอีกครั้ง หยดเลือดเลือดยังคงไหลตกเป็นจังหวะ ความเงียบยังคงครอบงำทุกสิ่งภายในห้อง ในตอนนี้ ผมกำลังยืนอยู่ข้างหลังร่างของตนเองที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์พกพาบนโต๊ะของตน การได้เห็นร่างของผมไม่ได้ทำให้รู้สึกถึงสิ่งใด เพราะมันเป็นการตัดสินใจของผมเองที่จะเป็นอิสระต่อร่างกายและชีวิตของผม
ผมตัดสินใจที่จะไปลาพ่อแม่เป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะจากไป แต่ก่อนที่ผมจะออกจากห้อง ร่างของผมกลับล้มลงกระแทกพื้นเกิดเสียงดังสนั่นทั่วบ้าน ทำให้ในเวลาไม่ถึงอึดใจ แม่ของผมเปิดประตูห้องของผมเข้ามาอย่างเงียบเงียบ แสงสว่างจากนอกห้องมากพอจะเห็นร่างของผมซึ่งล้มลงนอนหงาย เห็นดังนั้นแม่รีบเปิดไฟและต้องพบกับรอยเลือดมากมายที่แม่ไม่ได้คาดคิด
"พ่อ มานี่เร็ว!" แม่ตะโกนด้วยน้ำเสียงคล้ายกับการกรีดร้อง พ่อวิ่งหน้าตาตื่นมาหาแม่อย่างรวดเร็ว
"ลูก. . . ลูก. . . " แม่พูดด้วยเสียงสั่นเครือ น้ำตาเริ่มคลอเบ้า พ่อมองตามมือของแม่เข้ามาในห้อง สีหน้าของพ่อนิ่งลงราวกับน้ำแข็ง พ่อรีบเดินเข้ามาในห้อง คว้าร่างของผมขึ้นอุ้มไว้ในสองแขน
"แม่. . . เปิดตู้เย็นเอาน้ำแข็งใส่ถุงใหญ่มาถุงนึงนะ ส่วนพ่อจะรีบพาลูกมันไปขึ้นรถ" พ่อพูดด้วยเสียงที่พยายามนิ่ง ต้องใช้เวลานานพอควรกว่าแม่จะหายตกใจและเข้าใจในคำของพ่อ น้ำตาของแม่ไหลริน เนื้อตัวสั่นเทา รีบวิ่งลงชั้นล่างไปอย่างโงนเงนอ่อนแรง
พ่อผู้ยังคงสงบอารมณ์ไว้ เริ่มพึมพำพูดกับร่างของผมอยู่ตลอดว่าผมจะต้องไม่เป็นไร ตัวของพ่อเริ่มสั่น น้ำเสียงของพ่อก็เริ่มสั่นเครือ พ่อนำร่างของผมเข้ารถอย่างระมัดระวัง เอาน้ำแข็งประคบข้อมือขวาของผม พ่อหันไปมองหน้าแม่อีกครั้งก่อนสตาร์ทรถ เร่งเครื่องหายไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งผมผู้ไม่ได้อยู่ในร่างยืนนิ่งงันอยู่หน้าบ้าน
"ผมทำอะไรลงไป!" ผมตะโกนใส่ฟ้า การกระทำเพียงชั่ววูบของผมที่ตอนนั้นไม่ได้คิดคนอื่น ไม่ได้คิดว่ามันจะทำให้พ่อกับแม่ต้องเจ็บปวดและโศกเศร้าเพียงใด ใบหน้าของแม่ตอนเห็นร่างของผม มันทำให้ผมปวดร้าวยิ่งกว่าสิ่งใดใด
ทำไมผมถึงโง่ขนาดนี้
ทำไมผมถึงบ้าขนาดนี้
ทำไมผมถึงได้ทำในสิ่งที่ทำให้คนที่ผมรักเจ็บปวดถึงเพียงนี้
ผมอยากย้อนกลับไป
ผมอยากตัดสินใจใหม่อีกครั้ง
ผมไม่อยากให้เป็นเช่นนี้
ผมไม่อยากจำเรื่องราวแบบนี้
ผมไม่อยากจำ
ผมอยากลืมไปเสีย
ผมอยากลืมให้หมด
ผมอยากลืม
ผมอยากลืม. . .
-5-
ตอนนี้ผมจำได้ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว
ผมขอโทษที่ทำให้แม่กับพ่อต้องเศร้าเพราะการตัดสินใจชั่ววูบของผม
แม้ผมจะหวังว่าจะมีโอกาสแก้ตัวอีกสักครั้ง
แต่มันก็สายเกินไปกว่าจะไปแก้ไขอะไรได้อีก
ตอนนี้เครื่องช่วยหายใจของผมถูกถอดออกไปแล้ว
และทุกอย่างกำลังจบลง
ผู้เ็ป็นพ่อเป็นแม่ ...
ว่าง
อ่านจบแล้วรู้สึกว่าตัวมันถ่วงๆ
#1 By ae on 2009-03-26 21:46